รีวิวการสร้างบ้านใหม่ ตั้งแต่ต้นจนจบ

วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

หลอด LED กับฟังก์ชั่นพิเศษๆ


เมื่อวานลองซื้อ หลอด LED ขนาด 7 watt แสงขาว มา 10 หลอด ค่ะ ที่ซื้อเพราะอยากรู้ว่าแสงขนาด 7watt นั้นจะสว่างพอเพียงกับการใช้งานมั้ย จะได้ซื้อใช้ในบ้านใหม่ถูก ก็อย่างที่เคยบอกไปว่าหลอด LED เดี๋ยวนี้ราคาถูกลงมาก ที่ซื้อเมื่อวานตกหลอดละ 65 บาทเอง ซึ่งราคานี้เมื่อก่อนได้แค่หลอดตะเกียบยี่ห้อบ้านๆ นะ แถมเดี๋ยวนี้มีหลอด LED ที่มีลูกเล่นหลายอย่างเช่น

-หลอด LED แบบเป็นไฟฉุกเฉินในตัว เจ้าหลอดนี้เวลาไฟดับ มันจะติดเองได้ค่ะ คือเหมาะมากสำหรับฤดูฝนของบ้านเรา ที่ไฟดับบ่อยมาก และพอดับปั๊บก็ต้องควานหาเทียน,ไฟฉายมาเปิดให้แสงสว่าง แต่ตอนนี้ไม่ต้องละ พอไฟดับปุ๊บ หลอด LED ก็ยังสว่างอยู่จ้า (แต่ความสว่างจะน้อยลงครึ่งนึงนะ) หรือแม้แต่เอานิ้วแตะขั้วหลอดไว้ มันก็สว่างจ้า สนนราคาก็เบาะๆ หลอดละ 200 กว่าบาทขึ้นไป ซื้อมั้ยคะ...คงต้องซื้อค่ะ

-หลอด LED แบบเปิดปิดเอง ตามปริมาณแสงสว่าง เมื่อก่อนนี้ถ้าพูดถึงหลอดไฟที่เปิดปิดเองได้ เราก็ต้องมีสวิชท์รับแสงแดดพ่วงอีกตัวนึงนะ แต่ตอนนี้ไม่ต้องละ เพราะหลอดประเภทนี้สามารถเปลี่ยนกับหลอดเดิมที่เรามีอยู่เลยได้ทันที และจะเปิดปิดเองเมื่อแสงสว่างเปลี่ยนแปลง หลอดชนิดนี้เหมาะสำหรับติดตั้งนอกบ้านฮ่ะ ถามว่าซื้อมั้ยคะ..ซื้อค่ะ -หลอด LED แบบที่ติดเองเมื่อมีคนเดินผ่าน คือ อันนี้ก็เจ๋งเหมือนกันค่ะ คือหลอดแบบนี้ตามโฆษณามันจะวัดอุณหภูมิ,ความเคลื่อนไหวเมื่อคนเดินผ่านน่ะ เหมาะมากเลยสำหรับติดตั้งบริเวณโรงรถ,ห้องน้ำ หรือบริเวณบันได เวลามันสว่างมันก็จะหน่วงเวลาไว้ประมาณ 3 นาทีหลังเราเดินผ่านไปนะ เป็นหลอดไฟที่เข้าท่าดี ถามว่าซื้อมั้ย..ซื้อสิคะ 555 -หลอด LED ชนิดเปลี่ยนสีได้เมื่อมีการเปิดปิดสวิชท์ หลักการทำงานมันเป็นยังไงไม่รู้นะคะ แต่หลอดแบบนี้เวลาเปิดปิดสวิชน์มันจะสลับกันให้แสง ระหว่างแสงโทนขาว กับโทนเหลือง คืออยากได้บรรณยากาศอบอุ่น นุ่ม แสงสวยก็เปิดเป็นโทนเหลืองเลยค่ะ หรืออยากได้แสงที่สว่างกระจ่างตา ก็เปิดเป็นโทนขาว แค่ปิดเปิดสวิชท์เท่านั้น ไม่ต้องมีเครื่องมือพิเศษใด ๆ มาต่อให้ยุ่งยากสักนิด งานนี้ซื้อมั้ย แหะๆ ซื้อเหมือนกันค่ะ

-หลอด LED ชนิดปรับปริมาณแสงได้ เออแน่ะ นอกจากจะมี LED ฟังก์ชั่นพิเศษหลายอย่างด้านบนแล้ว ยังมีหลอด LED ชนิดที่ปรับปริมาณแสงได้ด้วย เท่าที่ดูรีวิวของไอ้เจ้าหลอดชนิดนี้ คือมันจะปรับแสงได้ 3 ระดับฮ่ะ โดยใช้การเปิดปิดสวิชท์ไฟเป็นตัวกำหนดแสง เปิดครั้งนึง จะได้แสง 100% เต็ม พอปิดแล้วเปิดอีกครั้งนึง ปริมาณแสงหรือความสว่างจะลดลงเหลือ 40% พอปิดแล้วเปิดอีกรอบ ทีนี้แสงจะสว่างแค่ 10% แระ เหมาะมากสำหรับบ้านที่ต้องการพรางความสว่าง หรือคนที่ชอบนอนเปิดไฟ แสงสว่างจะได้ไม่แยงตาเกินไปนัก แถมอิ่หลอดแบบนี้ยังไม่ต้องมีอุปกรณ์พิเศษอะไรให้มันยุ่งยาก แค่ซื้อหลอดมาเปลี่ยนใส่ขั้วเดิมปั๊บ ก็ใช้งานได้เลย สะดวกมากสำหรับคนอ่อนด้อยเชิงช่างแบบอิชั้นอ่ะ น่าใช้เนอะ

สรุปว่า เดี๋ยวนี้หลอด LED มีฟังก์ชั่นให้เลือกใช้เยอะแยะ แถมยังราคาไม่แรง ประหยัดไฟ ไม่ก่อให้เกิดรังสี UV หรือความร้อนภายในบ้าน เรียกว่าถ้าใครกำลังมองหาหลอดไฟที่สามารถนำไปใช้แทนหลอดขั้ว 27 หรือหลอดตะเกียบก็ควรลองหันไปใช้หลอด LED กันดูนะคะ สำหรับแอดมินแล้ว งานนี้จัด LED ทั้งบ้านเลยค่ะ เดี๋ยวเลือกโคมดาวน์ไลท์กับหลอดไฟ LED ได้แล้ว จะมารีวิวให้ชมกันนะคะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในตอนหน้าค่ะ

วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560

"บานประตูไม้สัก"ที่จังหวัดอุตรดิตถ์


ช่วงนี้ต้องรีบๆ เขียนเรื่องประตูให้จบ เนื่องจากพรุ่งนี้แว่วๆ ว่างานกระจกจะเข้า ขืนทำเชื่องช้าเป็นหอยทาก อาจจะต้องรวบรัดตัดความไปถึงตอนสร้างบ้านเสร็จเลยก็เป็นได้ >0</

ตอนที่แล้วเล่าให้ฟังไปหน่อยนึงละเนอะ ว่าแอดมินไปตระเวนดูบานประตูไม้สักแถว จ.พิษณุโลก และจ.สุโขทัยมา แต่ก็ยังไม่ถูกใจเลยสักที่หนึ่ง คราวนี้หวยก็มาออกที่ จ.อุตรดิตถ์ค่ะ เพราะพี่สาวคนโตที่ปลูกบ้านเมื่องสามปีก่อน โทร.มาบอกว่าทำไมถึงไม่ไปดูที่โน่นเลย บ้านพี่สาวเองก็สั่งบานประตูไม้สักมาจากที่โน่น ประกอบกับตัวแอดมินเอง ก็พอจะรู้ว่า งานไม้พวกนี้ มันน่าจะอยู่ละแวกตั้งแต่ อุตรดิตถ์ แพร่ อะไรขึ้นไปโน่น อย่ากระนั้นเลย อ้อนน้องสาวให้ขับรถพาไปดูกันดีกว่า

น้องสาวก็น่ารักค่ะ (จริงๆ ปกติมันก็น่ารักอยู่แล้ว 5555) พอรู้ว่าอิ่เจ๊อยากไปดูบานประตูไม้สัก ก็อาสาขับรถให้เลย ตกลงกันได้ วันรุ่งขึ้นน้องก็ขับรถให้โดยออกจากบ้านช่วงสายๆ กัน

จ.อุตรดิตถ์อยู่ห่างจาก จ.พิษณุโลก ประมาณ 101 กิโลเมตรค่ะ แอดมินหาข้อมูลคร่าว ๆ ทางอินเตอร์เน็ตมาบ้างแล้ว ว่าร้านหรือแหล่งขายมันอยู่แถวไหนบ้าง คำตอบของพี่ Goo ที่เคาะออกมาเป็นลำดับต้นๆ ก็คือร้านที่อยู่เลย สี่แยกวังสี่สูบ ทางขึ้นแพร่ไปนิดนึง หาไม่ยากค่ะ เพราะอยู่ติดถนนสายใหญ่เลย พอเห็นบรรดาเฟอร์นิเจอร์ไม้ ๆ ๆ ๆ ที่วางเรียงรายอยู่ในร้านเข้า แอดมินก็ถึงกับตาโตกันเลยทีเดียว...

โอ้โห...ทำไมมันมากมายขะไหนหนาด ซะขนาดเน้....

ร้านแรกที่แวะนี้เป็นร้านใหญ่ที่กินพื้นที่หลายคูหาด้วยกันค่ะ นอกจากมีฝั่งซ้ายมือที่แอดมินแวะแล้ว ยังมีโรงงานทำสี,ขายเฟอร์นิเจอร์ไม้สักอีกฝั่งซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันด้วย แอดมินเดินตรงดิ่งเข้าไปสอบถามถึง บานประตูไม้สัก พี่คนขายก็พาไปดูทันที


"ลายโมเดิร์นยอดนิยมเลยค่ะ ลายนี้ มี 2 แบบนะคะ แบบแผ่นไม้เล็ก 4 นิ้วเป็นไม้ใหม่ แต่แบบแผ่นไม้โต 6 นิ้ว เป็นไม้เก่าที่อบแล้วค่ะ ไม่มีปัญหาเรื่องแตก บิดเบี้ยวแล้ว"

แอดมินตาลายเลยค่ะ ไม้เยอะจริงๆ สวยๆ ทั้งนั้นด้วย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผ่านกระบวนการ ขัด,อุด,โป้ว,ทำสี กันไปบ้างแล้วด้วยรึเปล่า

"แล้วราคาทั้ง 2 แบบนี้ต่างกันมั้ยคะ"

"ค่ะ แบบ 4 นิ้ว ไม้ใหม่ ราคาบานละ 4,000 ส่วนแบบ 6 นิ้ ราคาบานละ 5,500 ค่ะ"

"ไม้อบแล้วแน่นะคะ ใช้ไม้เก่าใช่มั้ยคะ"

"ไม้เก่าอบแล้วค่ะ เชื่อใจได้ค่ะ เราไม่หลอกลูกค้า"

อ่ะ ก็ยังตัดสินใจไม่ได้ เขยิบไปดูร้านถัดไปอีกร้านก็ละกัน

ร้านที่สองนี้อยู่ฝั่งถนนเดียวกันเลยค่ะ ที่สำคัญ ใหญ่มว้ากกกกก...มากกว่าร้านแรกประมาณ 4 เท่าตัว เพราะมีโรงงานอยู่ทั้งสองฝั่งถนน แถมสินค้าแบบไม้สัก ก็มีให้เลือกหลายประเภท ทั้งประตู หน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์ เรียกว่า ใครรักงานไม้ หลงเข้าไปเป็นได้มีติดไม้ติดมือกลับบ้านกันมั่งล่ะ

"ลายโมเดิร์น ไม้สักเก่ามีหลายเกรดค่ะ อยากได้แบบไหนคะ"

"อยากได้แบบที่อบแล้วหรือไม้เก่าที่ไม่บิดเบี้ยว หรือแตกภายหลังแล้วน่ะค่ะ"

"อันนี้เป็นไม้เก่าค่ะ แผ่นใหญ่ ราคาบานละ 7,700 ราคานี้ไม่ทำสี ไม่จัดส่งนะคะ แต่เราจะขัดให้สวยงามพร้อมนำไปทำสีติดตั้งได้เลย"


โห....สวยมากกกกก...แต่ราคาก็แรงพอดูด้วย อยากได้อ่าาาาาาาา

"ลดได้บ้างมั้ยคะ"

"ลดไม่ได้เลยค่ะ ราคานี้พิเศษแล้ว"

สรุปว่า หลังจากเปรียบเทียบราคาแล้ว คุณนายแม่อิชั้นฟันธงให้ใช้แค่แผ่นขนาด 6 นิ้วค่ะ เนื่องจากรับราคาได้มากกว่า ส่วนเราคนไม่ได้ถือตังค์ก็ต้องตามใจเค้าแหละ บ้านเค้านี่เนอะ สนนราคาที่ตกลงมาได้ก็คือ บานละ 5,500 บาท คิดค่าทำสีอีก บานละ 2,200 (ค่าทำสีแพงไปเนอะ แต่ด้วยความที่กลัวว่าเอางานไม้ดิบไปให้ช่างก่อสร้างทำให้แล้วจะเละตุ้มเปะ ก็เลยต้องยอม อีกอย่าง คนขายบอกว่าที่นี่ใช้วิธีพ่นสีเอา ไม่ได้ใช้ทา ซึ่งงานจะสวยกว่าเนี๊ยบกว่า) งานนี้ไม่มีค่าส่งนะคะ เลยวางมัดจำไป 20,000 บาท ส่วนที่เหลือจะเก็บหน้างานเมื่อส่งของเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็คงอีก 1-2 อาทิตย์ถัดไป

เอาเป็นว่า อย่างน้อยก็จบไปอีกเรื่องนึง ปลูกบ้านนี่เรื่องแยะเนอะ ในตอนหน้าเราจะไปดูเรื่องการเลือกพวกหลอดไฟ,ดาวน์ไลท์กันบ้างนะคะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้าค่ะ






วันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560

ประตูไม้สักมีกี่ประเภท


ถ้าแบ่งง่ายๆ ตามประสาแอดมินแล้ว เกรดของ บานประตูไม้สัก แบ่งได้เป็นสามประเภทค่ะ คือ แพง แพงมากกับแพงมากที่ซู้ดด...5555+ จริงๆ ไอ้ที่ไม่ค่อยแพงก็มีนะคะ แต่ก็นะ ต้องแลกมาซึ่งงานที่หยาบ เนื้อไม้ที่อ่อนและอาจแตกบิดเบี้ยวในภายหลัง ว่าแล้วเราก็มาดูวิธีการแบ่งเกรดของ บานประตูไม้สักจากผู้รู้กันสักหน่อยนะคะ

บานประตูไม้สักทั่วๆ ไปที่มีขายอยู่นั้น สามารถแยกได้เป็น 3 เกรดด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ

1 บานไม้สักเกรด A บานไม้สักชนิดนี้เป็นบานไม้สักที่นำเอาพวกไม้เก่าจากเรือนไม้สักเก่ามาทำ ดังนั้นจึงมีความสวยงามทนทาน ไม่มีความชื้นอยู่ในเนื้อไม้หรือมีก็น้อยมาก ทำให้ไม่เกิดอาการแตกหรือบิดเบี้ยวภายหลัง สังเกตไม่ยากค่ะ เนื้อไม้จะเป็นสีน้ำตาลทอง ลายไม้ชัดเจน ยืดหดตัวน้อย มอดปลวกไม่มีมากวนใจ ดังนั้นจึงเป็นบานไม้สักที่มีราคาแพงที่สุด คือมีราคาตั้งแต่ 7,000 บาทขึ้นไป แล้วแต่แหล่งขายและผลิตน่ะนะคะ

บานไม้สักเกรด A สีเนื้อไม้จะออกน้ำตาล ลวดลายชัดเจน 
2 บานไม้สักเกรด B บานไม้สักเกรดนี้ เราเรียกกันได้ว่าเป็น บานไม้สักอบแห้ง หรือไม้ ออป. ค่ะ ออป.ย่อมาจาก องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ดังนั้นไม้สักที่นำมาทำบานประตูชนิดนี้จึงเป็นไม้สักที่มีคุณภาพดีพอสมควร เพราะปลูกในพื้นที่ภูเขา การยืดหดตัวมีน้อย แก่นไม้เยอะ สีเข้ม ราคาปานกลาง ราคาของบานไม้สัก ออป.นี้ จะอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาทขึ้นไปน่ะนะคะ

จากโรงนี้ ได้รับการบอกว่าเป็นเกรด A เช่นกันค่ะ แต่อย่าเพิ่งเชื่อนะคะ ให้สังเกตสีและเนื้อไม้ด้วย
3. บานไม้สักเกรด C บานไม้สักชนิดนี้ เป็นบานไม้สักที่ทำจากไม้สักอายุไม่มากนักค่ะ เป็นไม้สักต้นเล็กที่ปลูกโดยเอกชนหรือชาวบ้านทั่วไป คุณภาพของบานไม้ประเภทนี้จะต่ำกว่าสองประเภทแรก เนื่องจากเป็นบานไม้สักที่ไม่ได้รับการอบแห้งมา จึงมีโอกาส บิดเบี้ยว โก่งงอ ยืดหดและแตกสูง สีเนื้อไม้จะออกเหลือง หรือออกขาว ไม่ค่อยมีลวดลาย ราคาของบานไม้สักเกรด C จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทขึ้นไปน่ะนะคะ

บานไม้สักเกรด C แต่เขียนว่าเกรด A สังเกตเนื้อไม้นะคะ จะขาวหรือเหลือง มีลวดลายน้อยมาก และไม่ผ่านการอบแห้งแต่อย่างใด เป็นการปล่อยให้แห้งตามธรรมชาติค่ะ

จะเห็นได้ว่าการแบ่งเกรดของบานประตูไม้สักนั้น แบ่งโดยใช้อายุของไม้,ความชื้นของไม้ ความสวยงามทนทานของไม้เป็นหลัก แต่ด้วยความที่เจ้าของบ้านที่เลือกใช้บานไม้สักนั้น จะไม่ค่อยมีความชำนาญในการดูไม้สักเท่าไหร่ อีกทั้งกว่าจะเป็นบานไม้มาให้เราเลือก ร้านรวงบางแห่งได้นำไม้แต่ละเกรดมาทำการขัด,ตกแต่งผิว และอุดรอยแตกรอยโหว่ไว้บ้างแล้ว ดังนั้นเราจึงมักโดนย้อมแมวตอนซื้อกันอยู่บ่อยๆ บานไม้เกรด C ก็บอกเราว่า เป็นบานไม้เกรด B บานไม้สักสดแบบไม่อบ ก็บอกว่า ผ่านการอบมาแล้ว บานไม้เกรด B ก็บอกว่าเป็นเกรด A โดยใช้กรรมวิธีย้อมลายเสี้ยนไม้ให้เห็นชัดเจน เป็นต้น ดังนั้นการจะซื้อบานไม้สักในแต่ละครั้ง นอกจากจะดูภาพรวม,ความสวยงามของไม้แล้ว ยังต้องซื้อในแหล่งผลิต หรือร้านที่ไว้ใจได้ด้วย ในตอนหน้าแอดมินจะพาไปดู บานประตูไม้สักจากแหล่งผลิตอีกที่นึง นั่นก็คือ บานไม้สักจากจังหวัดอุตรดิตถ์ค่ะ แล้วกลับมาพบกันได้ใหม่ในครั้งหน้านะคะ




วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

ขับรถไปดู "ประตูไม้สัก" ที่สุโขทัย


ฟังไม่ผิดค่ะ 555+ อิชั้นอยู่พิษณุโลก แต่แพล่นอยากจะขับรถไปดู ไปซื้อ ไปหา ประตูไม้สักแท้จากสุโขทัย >.<

ทำไมถึงต้องเป็นสุโขทัย หึหึ ซื้อใกล้ๆ บ้านไม่ได้เหรอ พิษณุโลกไม่มีประตูไม้แท้เหรอ มี๊..แล้วไง ทำไมถึงไม่ซื้อใกล้บ้านนนนน....

หึหึ

เล่าย้อนกลับไปนิดนึงนะคะ เนื่องจากตามสเปคใน BOQ นั้น ประตูทุกบานภายในบ้านจะเป็นไม้เนื้อแข็ง และมีงบประมาณไว้ให้ด้วยว่าซื้อได้ไม่เกินราคาเท่าไหร่ๆ ต่อบาน ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม้เนื้อแข็งสำหรับทำบานประตูในบ้านเราก็มีให้เลือกหลายชนิดเนอะ ไม่ว่าจะเป็น ไม้เต็ง ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้เบญพรรณ(ไม้เบญจพรรณคือไม้ที่รวมๆ กันหลายๆ ชนิด <<อันนี้ราคาถูกสุด น้ำหนักมาก ความชื้นสูง แข็งด้วย อบหรือตากให้แห้งก็ไม่ได้ ทำให้เกิดการบิดและหดตัวมากกว่าไม้ประเภทอื่น) ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ดูคุณสมบัติต่างๆ นานาของไม้แต่ละชนิดแล้ว อิชั้นก็นึกอยากได้ไม้สักแฮะ แม้ว่าไม้สักจะเป็นไม้ที่เนื้ออ่อนกว่าไม้ประเภทอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้นก็เถอะ แต่ด้วยความที่เป็นไม้ที่มีลวดลายสวยงาม แถมหากเป็นไม้ที่มีอายุนานๆ (30-50 ปีขึ้นไป) ก็จะมียางไม้ที่ทำให้ปลวกและมอดไม่อยากกัดดิน (นัยว่ายางไม้สักที่อายุมากๆ จะขมมาก ปลวกไม่ชอบ) สรุปก็คือ..สักเหอะ Get sak if you can

เอาล่ะ เมื่อชอบไม้สัก ก็พุ่งตรงไปยังร้านที่ขายผลิตภัณฑ์ไม้กันเลย

ระยะแรก อิชั้นก็ขับรถวนเวียนอยู่แถวๆ พิษณุโลกนี่แหละฮ่ะ ตระเวนดูแม่มม มันเกือบทุกร้านที่เคยเห็น ซึ่งแน่นอนว่าด้วยความที่ไม่ประสาเรื่องไม้ ก็เลยค่อนข้างจะโดนคนขายกล่อมให้เชื่อหลายอย่าง


"นี่สักรึเปล่าคะ" อิชั้นชี้ให้ดูบานไม้ลายโมเดิร์นที่วางซ้อนไ กันอยู่ในร้าน

"สักครับ เกรด A ราคา 3,500"

รอยแตกรอยโป้ววว..โอ้วว..เพียบบบบ..


อีกร้าน "นี่สักเกรดไหนคะ ไม้อบรึเปล่า"

"สักเกรดA ค่ะ ไม่อบนะ แห้งธรรมชาติเลย ดีกว่าๆ"

หือออ..กระพี้เยอะซะขนาดนี้

"มีบานไม้สักแบบที่ใช้ไม้สักเก่าทำมั้ยคะ"

"มีๆ แต่ต้องสั่งนะ บานนึงก็ 6,000 ขึ้นไป"

..จ้ะ... T^T

เอาเป็นว่า หาจนทั่วเมืองแล้วก็ไม่ถูกใจสักเจ้า พอนึกย้อนกลับไป เออแฮะ เมื่อก่อนตอนสร้างตึกใหม่ๆ เราเคยขับรถไปได้ป้ายไม้แกะสลักมาจากสุโขทัยนี่นา พอจะจำได้ว่าแถวนั้นมีเฟอร์นิเจอร์ไม้เยอะ ขับรถไปดูสักหน่อยดีกว่า จากพิษณุโลกไปสุโขทัยก็ไม่ไกลมากด้วย ขับรถแค่ไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงละ คิดได้ดังนั้นก็หาเวลาเลยค่ะ ขับตะลุยไปถึงสุโขทัยโน่น หมดเวลาไปท้างงงวัน ผลปรากฎแว่....ไม่ได้อะไรกลับมาเลย (ยั่กล้องห้ายยยย.....) เฮ้ย..จริงดิ่ !! อุตส่าห์หนีงานไปตั้งวันนึง ไม่คิดจะได้อะไรกลับมาเลยเหรอ..


จริงจ้ะ ไม่ได้อะไรกลับมาเลย อ้อ..ที่ว่าไม่ได้ๆ นี่ของนะ แต่ได้ประสบการณ์กลับมาเพียบ ประสบการณ์ที่ทำให้รู้ว่า ถ้าคุณจะดุ่ยๆ ไปซื้อ ประตูไม้สัก โดยไม่รู้สี่รู้แปดล่ะก็ คุณได้ถูกคนขายจับย้อมแมวครบทุกตัวในกรุแน่

ไหน ๆ จะคุยเรื่องประตูไม้สักแล้ว ยกยอดไปคราวหน้า จะคุยให้ฟังเรื่องเกรดของประตูไม้สักกันจั๊กหน่อยก่อนก็ละกันนะคะ





วันพุธที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560

เลือกท็อปเคาน์เตอร์หินแกรนิตในบ้านใหม่


หลังจากพิจารณาเรื่องวัสดุปู ท็อปเคาน์เตอร์ ในห้องน้ำ,ห้องครัวแล้ว ที่สุดก็ตกลงปลงใจเลือกวัสดุยอดนิยมแห่งยุคมาใช้ในบ้านใหม่น่ะนะคะ นั่นก็คือ"หินแกรนิต"นั่นเอง เหตุผลหลักๆ ไม่มีอะไรมาก คืองบมีแค่นั้น 555 แถมเป็นวัสดุที่ไม่ต้องมีรอยต่อเยอะ สวยงามพอดู ถ้าแผ่นหินกว้างพอก็สามารถใช้แผ่นเดียวจบเลย ตัดปัญหาเรื่องร่องยาแนวที่กวนใจออกไปได้อีก

แต่ หินแกรนิต นั้นไม่ได้มีแค่ชนิดเดียวค่ะ (ป๊าดดดดด...) ปัจจุบันนี้หินแกรนิตมีให้เลือกเยอะมาก ทั้งสีสันลวดลาย คุณสมบัติ แหล่งที่มา ซึ่งทั้งสามอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น มีผลต่อราคาต่อตารางเมตรด้วย พอบอกช่างวัชรไปว่าจะใช้หินแกรนิตในการกรุท็อปเคาน์เตอร์ ช่างก็จัดแจงไปหาตัวอย่างมาให้เลือกทันที


ตามสเปคของแบบเคาน์เตอร์ห้องน้ำ ได้ถูกระบุให้เป็นหินแกรนิตสีดำน่ะนะคะ ที่เห็นในภาพบนนั่นก็คือ หินแกรนิตดำจีน ซึ่งก็จะมีมาให้เลือกสองตัวด้วยกัน คือดำสนิทกับดำแบบมีจุดขาวๆ แทรกอยู่ในผิว อย่ากระนั้นเลย ลองเอาไปแปะๆ เทียบดูทีรึ ว่าดำไหนจะสวยโดนใจกรรมการมากกว่ากันนะ


ลองเอามาวางเทียบแบบนี้ เอ้ยยย..ก็สวยดีนะ ด้วยความที่แกรนิตดำจีน จะค่อนข้างดำสนิทมันเลยให้ลุคที่ทันสมัยไปกันกับแนวของห้องน้ำเราได้


ใจเอนเอียงไปทางสีดำแผ่นบางทางด้านขวามือค่ะ ที่ชอบเพราะมันดำสนิทดี ได้รับการแจ้งราคาจากช่างวัชรว่า ทางร้านคิดราคาแผ่นทางขวามือ ตรม.ละ 3,000 บาท ส่วนทางด้านซ้าย 2,200 แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าคุณสั่งตอนนี้คุณจะได้รับ.. <<< ม่ายยยยย...ไม่มีอะไรเหมือนในไดเร็คเซลล์ขนาดนั้น 5555+ จะบอกว่า เดี๋ยวก่อน..ก่อนจะตัดสินใจเลือกหินดำจีน เรามาทำความรู้จักกับมันกันสักหน่อยจะดีกว่า ยาวเลี้ยวววว.......แล้วกลับมาพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ


บทความที่เกี่ยวข้อง

ท็อปเคาน์เตอร์ห้องครัว,ห้องน้ำ ใช้วัสดุชนิดไหนดี ตอนที่ 1
ท็อปเคาน์เตอร์ห้องครัว,ห้องน้ำ ใช้วัสดุชนิดไหนดี ตอนที่ 2